เล่าเรื่องเมืองคอน

เวป"เล่าเรื่องเมืองคอน"กลอนทุกบท ประพันธ์พจน์เชิดชูอนุสรณ์ ภูมิปัญญาเก่าค้นคนเมืองคอน ทุกบทตอนภูมิใจในผลงาน หากลอกเลียนแอบอ้างไปวางขาย ขอให้กลายร่างดับลับสงขาร แต่หากมุ่งเจตนาวิชาการ ขอผลงานโด่งดังทั้งฟ้าไกล พนมมืออธิษฐานพยานข้าฯ ด้วยศรัทธาธาตุยอดทองอย่าหมองไหม้ ปู่แห่งข้าฯที่บ้าน"ศาลต้นไทร" หากมันไซร้คิดย่ำยีหมายบีฑา ขอให้ความสิ้นหวังจงบังเกิด โคตรกำเนิดหมอบลงตรงเท้าข้าฯ หากแม้นมันเรื่องรักษ์ทรงศักดา ขอให้ฟ้าลงฑัณฑ์ถึงบรรลัย..สาธุ ...อัง 22-1-54

เล่าเรื่องเมืองคอน 59

posted on 07 Feb 2013 14:11 by kondt1  in Nakhon
วัฒนธรรมประจำถิ่น-ภาษาศิลป์ร่วมสืบสาน

ภาษาศิลป์งดงามล้วนความหมาย
เล่าขยายอรรถรสบทสนาน
ภาษาไทยเรานี้มีตำนาน
เอกราช...เล่าขานความเป็นมา

อู้คำเมืองเลื่องชื่อจนลือลั่น
เว่าสำเนียงสนั่นด้านภาษา
แหลงทองแดงให้เทือนยามเพื่อนมา
ทั้งหมดล้วนบอกว่า...เราคนไทย

สำเนียงใต้ภาษาถิ่นแผ่นดินเกิด
ชาติกำเนิดมิหยามหมิ่น...ดินแดนใต้
อย่าอายที่จะแหลงจนแจ้งใจ
อย่าบัดสีสืบสานไว้...ให้ยาวนาน...อัง 7-2-56

ภาษาถิ่น หรือ สำเนียง คือ ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัวทั้งถ้อยคำและสำเนียงเป็นต้นเช่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีภาษาถิ่นประจำภาคนั้น ดังนี้ ภาคเหนือมีภาษาถิ่นพายัพเช่น ปิ๊กบ้าน ภาคอีสานมีภาษาถิ่นอีสานเช่น เมื่อบ้าน ภาคใต้มีภาษาถิ่นใต้เช่น หลบเริน และภาคกลางมีภาษาไทยกลางเช่น กลับบ้าน เป็นต้น ทั้งนี้ ทุกภาษาถิ่นในประเทศไทยคงใช้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ ถ้อยคำ และสำเนียง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของภาษาถิ่นนั้น
หากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก ซึ่งภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง มากกว่า
การกำหนดภาษาหลักหรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาวถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา

แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก

ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสังคมหนึ่งๆ
ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
ภาษาเฉพาะวงการ
ภาษาสแลง
หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น
หรือถูกดัดแปลงในทุกกรณี
ภาษาถิ่นใต้ ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป 

ข้อมูลเพิ่มเติม 1
ข้อมูลเพิ่มเติม 2

ภาพประกอบ:จากอินเตอร์เน็ต

เล่าเรื่องเมืองคอน 58

posted on 04 Feb 2013 10:13 by kondt1  in Nakhon
...หนังสือบุด...

นึกถึงภูมิปัญญายากหาอ่าน
"ตำราบุด"เนิ่นและนานได้ยินชื่อ
ไสยเวทย์บุดดำเสียงร่ำลือ
บุดขาวคือวิชาหมอ พอเข้าใจ

ต้องใช้คนลายมืองามยามเขียนขีด
ต้องประณีตอักษรานำมาใช้
หากลิขิตผิดสาส์นประการใด
ทำวงกลมล้อมไว้เรียก...พลีกรรม...

กระดาษข่อย กระดาษสานำมาใหม่
"พระธรรมผิด"แก้ไม่ได้ขอกล่าวย้ำ
เขียนใต้เส้นบรรทัดชัดเจนทำ
เพราะเชื่อคำครูสอนแต่ก่อนมา..../อัง 4-5-56


สมุดไทย คือ สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยกระดาษข่อยแผ่นยาวๆ หน้าแคบ พับทางขวางทบกลับไปกลับมาคล้ายผ้าจีบ มีทั้งชนิดกระดาษขาวและกระดาษดำ โดยมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น สมุดข่อย สมุดไทย สมุดไทยดำ สำหรับในภาคใต้เรียกว่าสมุดไทยว่า หนังสือบุดคำว่า บุด ในภาษาถิ่นใต้ อาจมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า ปุสตก และภาษาบาลีว่า โปตถก ซึ่งหมายถึง คัมภีร์ใบลาน ผ้าเปลือกไม้ รูปปั้น ในภาษาชวา - มลายู มีคำที่เกี่บวข้องกับหนังสือบุด คือคำว่า Pustaka ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง หนังสือทุกประเภท คำว่า Perpuswakaan หมายถึง ห้องสมุด คำว่า Pustakawan หมายถึง บรรณารักษ์ และมีคำภาษาสันสกฤตอีกคำหนึ่งว่าปุฎ หมายถึง การพับ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับหนังสือบุดคือเป็นหนังสือพับเช่นเดียวกัน ( ในภาษาถิ่นใต้จะออกเสียงคำว่า สมุด เป็น มุด จึงอาจกลายเป็น บุด ในเวลาต่อมา)
หนังสือบุด แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ บุดดำ และบุดขาวบุดดำ จะเป็นวิชามาร เช่น ไสยเวทย์ มนต์ดำ ฯลฯบุดขาว จะเป็นวิชาเทพ เช่น ตำรายา การแพทย์โบราณ ฯลฯ
สมุดไทย หรือ หนังสือบุด ของภาคใต้โดยทั่วไปมีหลายขนาด แต่ละขนาดจะสัมพันธ์กับเนื้อหาที่เขียน เช่น ถ้าใช้บันทึกวรรณกรรมประเภทศาสนาจะเป็นหนังสือพระมาลัย โดยจะบันทึกอักษรขอมบาลีหรือขอมไทย มีความกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร สำหรับนิทานชาดก นิทานประโลมโลก ตำนาน พงศาวดาร หรือตำราดูลักษณะเรือ จะเป็นหนังสือบุดขนาดกลาง กว้างประมาณ 10-13 เซนติเมตร ยาวประมาณ 34-40 เซนติเมตร และเรื่องตำรายาหรือคาถาอาคมจะนิยมบันทึกลงหนังสือบุดขนาดเล็ก เป็นต้น
ในการเขียนผู้เขียนต้องเป็นผู้มีฝีมือประณีต ใจเย็น ต้องเขียนไม่ให้ผิดพลาด หากเขียนผิด ห้ามขูดลบขีดฆ่า แต่ต้องทำวงกลมรอบตัวที่ผิดไว้ จุดที่เขียนผิดนี้เรียกว่า พระธรรมผิด ใครพบเห็นอาจสักการะบูชาพลีขอชิ้นส่วนมาทำเป็นเครื่องรางของขลังด้วยเหตุนี้เราจะพบว่า ที่หนังสือบุดบางเล่มขาดเป็นรูกลมอยู่บ้าง ก็เนื่องมาจากพลีนั่นเอง
 
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต...

เล่าเรื่องเมืองคอน 57

posted on 03 Feb 2013 21:17 by kondt1  in Nakhon
...บ้านท่านขุน...

บ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังคาหรู
บอกให้รู้อีกเรื่องเมืองคอนศรี
อายุเรือนหลังเก่าร้อยเก้าปี(109)
นามท่านนี้ฟังให้ชัด"ขุนรัฐวุฒิจารณ์"

เป็นเสานาบดีมียศศักดิ์
ชื่อประจักษ์ความดีเด่นเป็นหลักฐาน
ศักดินาแปดร้อยไร่ในบุราณ
เป็นตำนานอำเภอกลาย...ได้รู้มา.../อัง 3-2-56

บ้านไม้ทรงปั้นหยา ยกพื้นมีใต้ถุนสูง มีอายุมากกว่า 108 ปี ติดถนนราชดำเนิน เยื้องวัดพระธาตุ นครศรีธรรมราช ใกล้สี่แยกประตูชัย สร้างขึ้นเมื่อครั้ง นายเขียน มาลยานนท์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้เป็น “ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์” นายอำเภอเมืองกลาย ถือศักดินา 800 ไร่ บ้านท่านขุนฯ เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 น.
เป็นอีกเรื่องเล่า...ตำนานดีๆ สถานที่มีอยู่จริง...บ้านท่านขุน...แวะไปดูความงดงามของบ้านสมัยโบราณด้วยกันนะคะ...
 
**ภาพประกอบ ใช้เพื่อการเผยแพร่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพเรียบร้อยแล้ว...ขอบพระคุณเจ้าของภาพไว้ ณ ที่นี้ด้วย...

เล่าเรื่องเมืองคอน 56

posted on 21 May 2012 18:18 by kondt1  in Nakhon

"หนมโค"

เปิดตำรา อีกหน ค้นบันทึก
ตำนานดึกดำบรรพ์ สรรมาเล่า
เป็นเรื่องราว กล่าวขาน มานานเนา
ขนมโค บ้านเรา...มีที่มา

เป็นขนม มงคล เหตุค้นเรื่อง
สมัยเมือง เปิดโครงข่าย การขายค้า
ใช้บนบาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตบูชา
หมายพึ่งพา อำนาจดล มงคลชัย

ตามขนบ ชนฮินดู บูชา"พระพิฆเณศ"
สู่ขอบเขต คาบสมุทร พิสุทธิ์ใส
สร้างศรัทธา สิ่งหวัง ที่ตั้งใจ
ยอกรไหว้ สอนนอบน้อม เรื่องถ่อมตน

วิธีทำ "หนมโค"...โชว์สักนิด
หมายประดิษฐ์ ด้วยรักษ์ ดูสักหน
แป้งข้าวเหนียว น้ำปูนใส ใส่ลงปน
แล้วนวดคน แป้งเหนียว เนื้อเดียวกัน

น้ำผึ้งแว่น(น้ำตาลแว่น) หั่นลูกเต๋า เอาทำไส้
พร้าวทึนทึก ขูดใส่ ในถาดนั่น
แล้วต้มน้ำ ตั้งไฟ ให้เดือดพลัน
หยิบแป้งปั้น ห่อน้ำผึ้ง คลึงให้กลม

พอน้ำเดือด แป้งที่คลึง จึงลงใส่
ลอยตัว...ใช้ กระชอนตัก พักขนม
แล้วลงคลุก มะพร้าว เคล้าให้ชม
ชนนิยม เรียกว่า..."ขนมโค"............อัง 17-5-55


ขนมโค ขนมพื้นบ้านชาวปักษ์ใต้ คล้ายขนมต้มขาวของคนภาคกลาง เชื่อว่าเป็นขนมโบราณที่ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ขนมโคยังมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาตร์กับพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน จากความเชื่อของคนพื้นถิ่นที่ว่า ขนมโค เป็นขนมมงคล ใช้บนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือทั้งผี-พราหมณ์-พุทธ เช่น หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พระพิฆเณศ เป็นต้น

และคงไม่แปลกอะไร ที่ชาวบ้านจึงได้นำวัสดุท้องถิ่นมาทำเป็นขนมเพื่อบูชา แทนการใช้ขนมลาดูที่ชาวอินเดียบูชาองค์พิฆเณศ ซึ่งทางปักษ์ใต้เอง ก็มีขนมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ขนมดู ทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล มะพร้าว เช่นเดียวกับขนมลาดู

แต่ขนมดูนั้นยังไม่อยู่ในความรับรู้ว่า สามารถนำมาใช้บูชา บนบานองค์พิฆเณศได้หรือไม่ หรืออาจไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่อร่อยเหมือนกับขนมโค ซึ่งได้รับความนิยมสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันมากกว่า ทำให้ความรับรู้นั้นคลี่คลาย และลืมเลือนไป

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ทางประวัติศาตร์ของขนมโคกับพื้นถิ่นใต้นั้นน่าจะสืบเนื่องมาจาก บริเวณคาบสมุทรภาคใต้ ในอดีตเป็นสะพานเชื่อมโยงการค้าระหว่างโลกตะวันออก(จีนเป็นหลัก)-ตะวันตก(อินเดีย อาหรับ โรมัน)

เกิดเป็นชุมชนสถานีการค้าเมืองท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน บรรดาพ่อค้าจากอินเดียและจีนเดินเรือเลียบชายฝั่งมาแลกเปลี่ยนสิ่งของ ตั้งถิ่นฐาน เช่นเมืองตะโกลา (Takola) หรือตะกั่วป่า เมืองไชยา แหลมโพธิ์ สุราษฎร์ธานี ตามพรลิงค์ นครศรีธรรมราช ซิงก่อร่า สงขลา(บริเวณคาบสมุทรสทิ้งพระ)

ในการเข้ามาของพ่อค้านัก บวช(พราหมณ์-พุทธ)จากอินเดียนั้น ได้นำลัทธิ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ เข้ามาเผยแพร่ เกิดการผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่น(ผี) ความเชื่อเหล่านี้ได้ฝังหยั่งรากลึกลงบบผืนดินแห่งคาบสมุทร กลายเป็นวัฒนธรรมความเชื่อ การเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนถึงรูปแบบพิธีกรรมเฉพาะถิ่นใต้ขึ้น เช่นการบนบานองค์พิฆเณศ ด้วยขนมโค เป็นต้น

***ข้อมูลเพิ่มเติม...

เล่าเรื่องเมืองคอน 55

posted on 02 Apr 2012 02:11 by kondt1  in Nakhon

"บอกยน" หรือ "ตะบันหมาก"

อาวุธของคุณย่า
ยังจำได้ติดตาจนวันนี้...
ประกาศดัง-ดังฟังให้ดี
ที่บ้านฉันนี้เรียก...บอกยน...

นามนั้น"ตะบันหมาก"
คนชรามากใช้ได้ผล
ไม่มีฟันเคี้ยวหมาก...เหลือจะทน
อิทธิพลวัฒนธรรมไทย...สมัยนานมา

กระบอกทองเหลืองสลักลาย
ไว้ต้อนรับมิตรสหายทุกถ้วนหน้า
"ตายอน"เอาไว้ยน...คนชรา
ที่บ้านย่าฉันนี้...มีให้ชม...................อัง 26-3-55

ตะบันหมาก เป็นกระบอกทองเหลือง มีวัสดุด้ามยาว ปลายแบนทำหน้าที่คล้ายสิ่ว เอาไว้สำหรับตำลงไปในกระบอกให้แหลก เหมาะสำหรับคนชรา ที่ไม่สามารถเคี้ยวหมากแก่ได้ ภาษาถิ่นใต้เรียกตะบันหมาก ว่า ยอนหมากหรือ ยอน กระบอกที่ทำด้วยทองเหลืองจัดเป็นยอนสำหรับผู้มีอันจะกิน หากเป็นชาวบ้านทั่วไปอาจใช้กระบอกไม้ไผ่เล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอกไม่เกิน 1 นิ้ว เหล็กที่ไว้ตำหมากกับยอน เรียกว่า ตายอน

ชาวไทยนิยมกินหมากกับพลู (และปูนแดง) โดยมากจะนำใบพลูที่ไม่แก่ หรืออ่อนจนเกินไป มาทาด้วยปูนแดง แล้วกินกับหมากที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวด้วยกัน จะมีน้ำหมากสีแดง ซึ่งจะต้องบ้วนทิ้ง การกินหมากทำให้ฟันดำ แต่ปากแดง ในสมัยโบราณ ชาวไทยทั้งหญิงชาย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยชรา ล้วนแต่กินมากทั้งสิ้น ส่วนต้นหมากนั้น เป็นพืชที่ขึ้นง่าย พบได้ทั่วไปในสวน หาหมากกินได้ไม่ยาก

***ข้อมูลเพิ่มเติม

เล่าเรื่องเมืองคอน 54

posted on 13 Mar 2012 07:19 by kondt1  in Nakhon

โอง หรือ พะอง

คือบรรไดไต่ตาลมาขานบอก
มัดด้วยตอกไม้ไผ่ใคร่จักรู้
ภูมิปัญญาสาธกยกเชิดชู
ยากน่าดูหาคนปีนต้นตาล

มีดปาดตาลเหน็บอยู่คู่กายชิด
ประหนึ่งมิตร...คมวาว...จึ่งเล่าขาน
*"บอกไม้ไผ่"นั้นหนอพอเข้าการ
รับน้ำหวาน(เมา)ภูมิปัญญาเอามากิน

น้ำที่ได้จากจั่น(งวงตาล)ตาลโตนด
เป็นของโปรด*โม๋เมาเขาตัดสิน
ใส่เคี่ยม...เยอะหน่อยค่อย-ค่อยริน
ถ้าไม่ชินเมาแอ๋...แน่ ลองดู

นำไปต้มขนานนาม"น้ำตาลสด"
ทุกหยาดหยดหวานล้ำย้ำให้รู้
บรรพบุรุษทำให้เห็นเป็นดั่งครู
"โอง"ปีนสู่ยอดไม้...ไม่ยากเย็น...................อัง 12-3-55


โอง หรือ พะอง...เป็นลำไม้ไผ่สำหรับพาดขึ้นต้นตาลต่างบันได ใช้ไม้ไผ่ป่าทั้งลำมีตาทุกข้อลิดปลายออก เหลือยาวพอสำหรับเหยียบไต่เป็นบันไดขึ้นสู่ยอดต้นตาล ต้นตาลที่สูงมากต้องใช้พะองมากลำ พะองที่สูงมากจะใช้ไม้ไผ่ประมาณสี่ลำ พะอง ๆ หนึ่งยาวประมาณสิบศอกถึงสามวา

***
บอกไม่ไผ่ หมายถึง กระบอกไม้ไผ่
โม๋เมา หมายถึง คนที่ชอบดื่ม

***ข้อมูลเพิ่มเติม

เล่าเรื่องเมืองคอน 53

posted on 24 Dec 2011 03:28 by kondt1  in Nakhon

"บอกหนมจีน"
**********

เล่าเรื่อง เมืองคอน เขียนกลอนเล่า
หาเรื่องเอา ประดิษฐ์ คิดค้นหา
มาเล่าเรื่อง ก่อนนี้ ที่มีมา
ชวนรักษา เรื่องเก่า เราชักชวน

"บอกหนมจีน" บ้านเรา เอามาออก
ล้วนอยากบอก บรรยาย หลายอย่างล้วน
ควรหรือไม่ กล่าวชม หากสมควร
ดูเถิดมวล มิตรรัก จักเชิญดู

"คนอมจิน" ก่อนเก่า ชาวมอญเรียก
แต่เราเพรียก เพี้ยนสดับ จงรับรู้
"ขนมจีน" ลิขิต ผิดจากครู
คำว่าจีน ที่เห็นอยู่ มาจาก"จิน"(จิน ในภาษามอญ แปลว่า ทำให้สุก)

จากศึกษา เรื่องราว เอามาบอก
มิได้หลอก กล่าวชัด โปรดตัดสิน
อันคนมอญ เรียกว่า "คนอมจิน"
มีให้กิน ชื่อเลื่อง...ที่เมืองคอน...

...................................................................................อัง 29-7-54

ความเป็นมา

การทำเส้นขนมจีนในระยะแรกๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ได้กล่าวกันว่า ใช้ไม้เพียง 2 ชิ้น
1. ชิ้นล่าง โตกว่าชิ้นบน ชิ้นล่างเป็นไม้หนาหน้าไม้ส่วนบนเรียบ ขุดส่วนกลางให้ลึกลงไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคงขอบทั้งสี่ด้านไว้ ด้านก้นของส่วนที่ขุดลึกเจาะเป็นรูเล็กๆ เท่ากันจนเต็มเนื้อที่
2. ชิ้นบน มีหน้าไว้แบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดเท่ากับความกว้างยาวของไม้ชิ้นแรก

วิธีใช้

เอาแป้งข้าวเจ้าที่ต้มพอครึ่งสุกครึ่งดิบ ทำเป็นก้อนแล้วกดลงไปในชิ้นแรกที่ขุดเจาะไว้ลึกจนเกือบเต็ม จากนั้นใช้ไม้ชิ้นที่ 2 กดลงไปในส่วนของไม้ชิ้นแรกที่มีแป้งอยู่ แรงกดอัดทำให้แป้งหาทางออกทางรูที่เจาะไว้ออกมาเป็นเส้นยาวๆ โรยลงไปในกระทะน้ำเดือด จนเส้นแป้งสุกกลายเป็นเส้นขนมจีน

คำว่า "ขนมจีน" ไม่ใช่อาหารจีน แต่คำว่า "จีน" ที่ต่อท้ายขนมนี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากมอญซึ่งเรียกขนมจีนว่า "คนอมจิน" หมายถึง "สุก 2 ครั้ง" พิศาล บุญปลูก ชาวไทยเชื้อสายรามัญผู้สนใจศึกษาอาหารและวัฒนธรรมมอญกล่าวว่า " จริง ๆ แล้ว ขนมจีนเป็นอาหารของคนมอญหรือรามัญ คนมอญเรียกขนมจีนว่า คนอมจิน คนอม หมายความว่าจับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จินแปลว่าทำให้สุก"[ต้องการอ้างอิง] นอกจากนี้ "คนอม" นั้นสันนิษฐานว่าน่าจะใกล้เคียงกับคำไทย "เข้าหนม" แปลว่าข้าวที่นำมานวดให้เป็นแป้งเสียก่อน ซึ่งภายหลังกร่อนเป็น "ขนม" จริง ๆ แล้ว ขนม ในความหมายดั้งเดิมจึงมิใช่ของหวานอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน ขนม หรือ หนม ในภาษาเขมร หรือ คนอม ในภาษามอญหมายถึงอาหารที่ทำจากแป้ง ดังนั้นขนมจีน จึงน่าจะเพี้ยนมาจาก คนอมจิน ซึ่งทำให้เกิดสมมุติฐานตามมาอีกว่า ดั้งเดิมทีเดียวขนมจีนเป็นอาหารมอญ แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ชนชาติอื่น ๆ ในสุวรรณภูมิตั้งแต่โบราณกาล จนเป็นอาหารที่ทำง่ายและมีความนิยมสูง สามารถหาทานได้ทั่วไป


***ข้อมูลเพิ่มเติม1
***ข้อมูลเพิ่มเติม2

เล่าเรื่องเมืองคอน 52

posted on 24 Dec 2011 03:24 by kondt1  in Nakhon

ตำนานแห่งสายน้ำ...พ่อท่านกลาย
**********

ยกตำนาน กาลเก่า มาเล่าสู่
ถึงมวลหมู่ มิตรรัก อีกสักหน
"เทพอารักษ์" คลองกลาย แห่งสายชล
เหล่าผู้คน ทั่วไป เลื่อมใสศรัทธา

มโนน้อม พร้อมก้ม บังคมท่าน
หลากผลงาน ความรู้ ผู้ศึกษา
ชิวิตอิง น้ำใส สายธารา
ศาสนา เคร่งครัด ปฏิบัติตน

กว่า 200 ปีผ่าน กาลลุล่วง
ใจยังห่วง ลูกหลาน บัลดาลผล
ทั้งผูกพัน คลองกลาย เคยได้ยล
อิทธิพล ฤทธา แห่งวารี

หากแม้นใคร คิดการ ให้ธารขุ่น
จักต้องวุ่น เรื่องร้าย ไม่สุขศรี
หากใครทำ สกปรก ตกนที
ดลให้มี เหตุเคลื่อน มาเตือนใจ

ความศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิ์แกร่ง อันแรงกล้า
จึงสร้าง"หลา" ประดิษฐ์ จิตเลื่อมใส
เทพอารักษ์ สายชล สืบค้้นไป
ตำนานไพร สานต่อ...พ่อท่านกลาย...

..........................................................................อัง 21-7-54

พ่อท่านกลาย เป็นอิสลามที่เคร่งครัดในทางศาสนาและเก่งกล้าในเรื่องไสยศาสตร์มาก เมื่อตายไปแล้วก็เกิดศักดิ์สิทธิ์ขึ้น กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนทั่วไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นประจำ คลองกลายซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญต่อพ่อท่านกลายตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งท่านได้ยึดบริเวณสองฝั่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานอาศัยลำน้ำในลำคลองกลายนี้ เป็นเครื่องชุบเลี้ยงชีวิตให้มีความสดชื่นแก่พรรคพวกและบริวารของท่านนั้น

มาถึงปัจจุบันนี้ไม่มีใครกล้าทำความสกปรกลงไป ถ้าฝ่าฝืนก็จะบังเกิดมีอาการจุกเสียดทุรนทุรายต่าง ๆ นานา เกิดขึ้นแก่ผู้กระทำผิดนั้นทุกรายไป ฉะนั้นบุคคลทั่วไปจึงปฏิบัติยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณสองฝั่งคลองกลาย จะไม่ทำให้น้ำในคลองกลายสกปรกเป็นอันขาด

จากความศักดิ์สิทธิ์อันแรงกล้านี้เอง มีบุคคลเกิดความศรัทธาสร้าง “หลา” (ศาลเจ้า) ถวายซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปบริเวณริมฝั่งคลองกลายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปากน้ำ แต่ศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดและอนุสาวรีย์บรรจุอยู่ด้วยนั้น ตั้งอยู่ที่ตลาดสระแก้ว หมู่ที่ 5 ตำบลสระแก้ว ใกล้หัวสะพานคลองกลาย แห่งหนึ่งอยู่ริมถนนสายนคร – สิชล และที่หมู่ที่ 3 ตำบลกลาย ใกล้ปากน้ำอีกแห่งหนึ่ง เฉพาะที่สระแก้วนั้นเมื่อก่อนศาลเจ้าพ่อท่านกลาย ตั้งอยู่ที่ตลาดเก่า ๆ ริมคลองกลายใกล้เส้นทางเก่า ผู้ใดเดินตลาดเก่า ๆ ริมคลองกลายใกล้เส้นทางเก่า ผู้ใดเดินผ่านศาลเจ้านี้ต้องหยุดคารวะ หนังตะลุง โนราจะไปแสดงที่ไหนถ้าเดินมาถึงจะต้องหยุดบรรเลงถวายทุกครั้งไป


***ข้อมูลเพิ่มเติม

เล่าเรื่องเมืองคอน 51

posted on 24 Dec 2011 03:09 by kondt1  in Nakhon

เอาของเข้าครัว....

ความตายคือการพราก
หนึ่งคนจากสิบคนไห้
ทุกข์ซ้ำการทำใจ
ทนต่อไปอีกหลายกาล

เรื่องเศร้าเข้าใจได้
แต่เรื่องใหม่อยากขับขาน
ประเพณีมีมานาน
ร่วมสืบสานกันต่อไป

รวมพงศ์ญาติกา
ทั้งมวลมาที่ไกลใกล้
มือหิ้วของเครื่องใช้
ช่วยกันไป"ของในครัว"

ข้าวสารบ้างมะพร้าว
เป็นเรื่องราวมีไปทั่ว
ของใช้ที่บ้านตัว
มาเข้าครัวของช่วยงาน

ประเพณีที่สั่งสม
ให้ชื่นชมถึงลูกหลาน
สืบสมอุดมการณ์
ร่วมขับขานสิ่งดี-ดี

........................................................................................อัง 22-6-54

เอาของใส่ครัว
*********
ช่วงหลัง นี้รู้สึกว่าตัวเองจะกลับบ้าน บ่อยขึ้น จนทำให้รับรู้ว่าถึงแม้หลายๆอย่างในหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังมีสิ่งดีๆบางอย่างหลงเหลืออยู่ ซึ่งบ่งบอกว่าหมู่บ้านแห่งนี้ลึกๆ ยังมีความเอื้ออาทรต่อกัน…….พอดีว่าได้กลับบ้านไปช่วงจังหวะ ที่มีการตาย เกิดขึ้น….ปรกติงานศพ ทุกๆคนในหมู่บ้านจะถือว่าเป็นงาน บุญ ญาติสนิทมิตรสหาย คนรู้จัก มักใคร่ก็จะไปช่วยงาน คนละไม้คนล่ะมือ โดยที่ไม่ต้องแจกการ์ด หรือว่าบอกงานกัน ตกค่ำก็จะมีพิธีกรรมทางศาสนา ชาวบ้านที่เสร็จจากงานสวนงานไร่ เมื่อทราบข่าวก็ ไปฟังพระแล้วร่วมทำบุญเป็น เงินคนล่ะเล็กคนล่ะน้อย ตามแต่กำลังที่ตัวเองสามารถจะช่วยได้ ในอดีตจากการที่ได้สอบถามข้อมูลจากคนแก่คนเฒ่าเล่าว่า เมื่อก่อนการทำบุญ ชาวบ้านจะร่วมทำบุญ เป็นสิ่งของ ที่แต่ล่ะคนมีคนล่ะนิดคนล่ะหน่อย ต่างคนก็มีของใช้ของกินต่างกัน เอามาช่วยเจ้าภาพ การทำบุญเป็นเงินทองไม่ค่อยจะมี อาจจะเป็นเพราะเงินทองหายาก หรือว่า “ความมีน้ำใจเอื้ออาทร มีค่ามากกว่าเงินทองก็ได้” แต่วัฒนธรรมเหล่านี้ได้หายไปจากหมู่บ้านนับสิบๆปี……..แล้วอยู่ๆเรื่องราววัฒนธรรมสิ่งดีๆเหล่านี้ ได้ถูกฟื้นฟูกลับมาสู่หมู่บ้าน อีกครั้ง ปัจจุบันเมื่อมีข่าวการตายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ชาวบ้านในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงจะร่วมกัน “ เอาของเข้าครัว “ ประมาณวันที่ 2 ของงาน ต่างคนต่างก็ช่วยกัน คนละนิดคนล่ะหน่อย ใครมีอะไรก็ร่วมกันเอาเข้าครัว ใครมีมะพร้าวก็เอมาพร้าวมา ใครมีฟัก ผักต่างๆ ขมิ้น ข่า กระชาย ตามแต่ที่ตัวเองพอมี ถ้าไม่มีอะไรก็ ข้าวสารคนล่ะกิโล สองกิโล ซึ่งข้าวสารที่ชาวบ้านร่วมเอามาทำบุญ จะได้เป็นกระสอบๆ บางงานได้ 7-8 กระสอบ งานนี้ต้องขอบคุณ คนที่นำวัฒนธรรมดีๆเหล่านี้กลับมา เราลูกหลานในหมู่บ้านก็ต้องสืบสาน และอนุรักษ์ ต่อไป……….โรม คีรีวง(Junglesleeper Mountaia)

***ขอบคุณบทความดีๆจากคุณ โรม คีรีวง ค่ะ

เล่าเรื่องเมืองคอน 50

posted on 24 Dec 2011 03:01 by kondt1  in Nakhon

พระครู 4 กา ผู้รักษาพระธาตุ นครศรีฯ

๐ตำนานเล่า แต่ต้น ได้ค้นหา
"เรื่องพระครู สี่กา" มาสดับ
คือองค์ผู้ ดูแล และน้อมรับ
องค์กำกับ ความผันแปร แต่ละทิศ

๐หนึ่งทิศเหนือ "กาขาว" เฝ้ารักษา
"ท้าวกุเวร" แปลงกายา มาสถิตย์
ตะวันตก "กาดำ" พร่ำพินิจ
"วิรุฬปักษ์" เจ้าชีวิต แห่งนาคา

๐ตะวันออก "กาเหลือง" ผู้เรืองศักดิ์
"ธตรฐ" อารักษ์ ดีนักหนา
ด้านทิศใต้ กาสีแดง แปลงกายมา
"วิรุฬหก" พักตรา เป็นกุมภัณฑ์

๐ทั้งสี่ทิศ สถิตย์ครอบ รอบพระธาตุ
ผู้อำนาจ ยิ่งใหญ่ ได้จัดสรร
เจ้า ร.5 สายพระเนตร แบ่งเขตปัน
ให้ช่วยกัน ดูแล แต่ละกา

๐ท่านกาแก้ว ทิศเหนือ เอื้อน้ำจิต
ท่านกาเดิม ตะวันตกทิศ ปริศนา
ท่านการาม ตะวันออก บอกศักดา
ท่านกาชาด ทักษิณา รับดูแล

๐ทั้งสี่ทิศ ยึดพระธาตุ เป็นบาทบท
น้อมประณต เอ่ยฝาก อยากเผยแผ่
สี่กานี้ มิได้ปั้น ให้ผันแปร
เรื่องเก่าแก่ ตำนานมี ที่เมืองคอน...........

.........................................................................................อัง 11-6-54

ในตำนานพระครู 4 กา เล่าสืบต่อกันมาว่า มีพระอรหันต์สาวกรูปหนึ่งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาริกธุดงค์มาจากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุวรรณภูมิ โดยเข้ามาทางเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพัทลุง เพื่อหาสถานที่ก่อสร้าง “พระอุเทสิกเจดีย์” สำหรับเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อทำการก่อสร้างพระอุเทสิกเจดีย์ คือพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชเสร็จ “ท้าวจตุโลกบาล ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รักษาโลกทั้ง 4 ทิศ อาศัยอยู่ยอดเขายุคลธรทั้ง 4 ทิศ และทำหน้าที่รักษาภูเขาในแต่ละทิศด้วย แบ่งหน้าที่กันรักษาดังนี้

ทิศเหนือ มี ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวัณ ผู้เป็นจ้าวแห่งภูติผีปิศาจ
ทิศตะวันตก มี ท้าววิรุฬปักข์ ผู้เป็นจ้าวแห่งนาคาหรือพญานาค งูมีหน้าที่รักษา
ทิศตะวันออก มี ท้าวธตรฐ ผู้เป็นจ้าวแห่งคนธรรพ์ ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระอินทร์มีหน้าที่รักษา
ทิศใต้ มี ท้าววิรุฬหก ผู้เป็นจ้าวแห่งกุมภัณฑ์หรือพวกยักษ์มีหน้าที่รักษา

ท้าวจตุโลกบาลหรือท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 องค์นี้ ต่างพากันแปลงกายเป็นกา 4 ตัว 4 สี มา ทำหน้าที่พิทักษ์รักษา
องค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช โดยแบ่งหน้าที่กันรักษาองค์พระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ ดังนี้

ทิศเหนือ ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวัณ แปลงกายเป็น กาสีขาว ทำหน้าที่รักษา
ทิศตะวันตก ท้าววิรุฬปักข์ แปลงกาย เป็น กาสีดำ ทำหน้าที่รักษา
ทิศตะวันออก ท้าวธตรฐ แปลงกายเป็น กาสีเหลือง ทำหน้าที่รักษา
ทิศใต้ ท้าววิรุฬหก แปลงกาย เป็น กาสีแดง ทำหน้าที่รักษา

ด้วยผู้พิทักษ์รักษาทั้ง 4 องค์ ที่รักษาในแต่ละทิศล้วนมีอิทธิฤทธิ์มาก พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช จึงปลอดภัยจากธรรมชาติและภัยมนุษย์ รวมทั้งภัยจากสัตว์ร้ายจนยืนยงมาได้ตราบทุกวันนี้ ความสำคัญของท้าวจตุโลกบาล หรือ ท้าวจตุมหาราชทั้ง 4 องค์ ที่แปลงกายมาเป็น “กา” ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เมื่อมีการแต่งตั้งพระสงฆ์ให้ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ทางคณะสงฆ์จึงทำการคัดเลือกเอาเฉพาะแต่พระสงฆ์ที่ทรงคุณวุฒิทางวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมในจังหวัดนครศรีธรรมราชและพัทลุง มาตั้งชื่อให้ตรงกับกาทั้ง 4 ที่ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เรียกพระราชทินนามว่า “พระครู” มีความหมาย ดังนี้

พระครูกาแก้ว หมายถึง กาสีขาว ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุ ทิศเหนือ
พระครูกาชาด หมายถึง กาสีแดง ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุ ทิศใต้
พระครูการาม หมายถึง กาสีเหลือง ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุ ทิศตะวันออก
พระครูกาเดิม หมายถึง กาสีดำ ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุ ทิศตะวันตก

แต่จากบันทึกและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า อาณาจักรตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช ปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ 24 ในสมัย พ.ศ.ที่ 18 โดยมี พระเจ้าจันทรภาณุหรือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นเจ้าผู้ครองเมืองอาณาจักร ตามพรลิงค์แห่งนี้รุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาสูงสุด เป็นเมืองแห่งนักปราชญ์มีแสนยานุภาพทางทหารมาก เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างพระบรมธาตุขึ้นมา ทั้งนี้ก็เนื่องจากเกิดโรคห่าระบาดอย่างหนัก
ต่อมา พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ 2 ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากองค์ที่ 1 ผู้เป็นพระเชษฐาทรงบูรณะพระบรมธาตุขึ้นมาใหม่ และนำพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เข้ามาเผยแพร่ ได้จัดตั้งคณะสงฆ์ที่เมืองนครศรีธรรมราชเรียกว่า “พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์” พระสงฆ์ชาวลังกาได้ช่วยบูรณะสร้างเสริมสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นไปตามแบบลังกา โดยก่อสถูปแบบลังกาครอบเจดีย์พระบรมธาตุองค์เดิม พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ 2 กำหนดให้ บริเวณรอบๆ องค์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นเขตพุทธาวาส จัดระเบียบคณะสงฆ์เป็น 4 คณะ ยึดเอาแบบแผนพยนต์ที่รักษาพระบรมธาตุมาเป็นนัย คือ คณะกาแก้ว กาชาด การาม และกาเดิม ตามแบบพระเถรานุเถระที่ได้รับสมณศักดิ์รักษาพระบรมธาตุทั้ง 4 ทิศ มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชาคณะ กาแก้ว กาชาด การาม และกาเดิม ได้รับฐานานุกรมเป็น “พระครู” ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของ พระครู 4 กา ทั้งที่เป็นตำนานและจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาผูกเข้าด้วยกัน พระครู 4 กา ผู้พิทักษ์พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช

***ข้อมูลเพิ่มเติม1
***ข้อมูลเพิ่มเติม2