เล่าเรื่องเมืองคอน

เวป"เล่าเรื่องเมืองคอน"กลอนทุกบท ประพันธ์พจน์เชิดชูอนุสรณ์ ภูมิปัญญาเก่าค้นคนเมืองคอน ทุกบทตอนภูมิใจในผลงาน หากลอกเลียนแอบอ้างไปวางขาย ขอให้กลายร่างดับลับสงขาร แต่หากมุ่งเจตนาวิชาการ ขอผลงานโด่งดังทั้งฟ้าไกล พนมมืออธิษฐานพยานข้าฯ ด้วยศรัทธาธาตุยอดทองอย่าหมองไหม้ ปู่แห่งข้าฯที่บ้าน"ศาลต้นไทร" หากมันไซร้คิดย่ำยีหมายบีฑา ขอให้ความสิ้นหวังจงบังเกิด โคตรกำเนิดหมอบลงตรงเท้าข้าฯ หากแม้นมันเรื่องรักษ์ทรงศักดา ขอให้ฟ้าลงฑัณฑ์ถึงบรรลัย..สาธุ ...อัง 22-1-54

เล่าเรื่องเมืองคอน 59

posted on 07 Feb 2013 14:11 by kondt1 in Nakhon
วัฒนธรรมประจำถิ่น-ภาษาศิลป์ร่วมสืบสาน

ภาษาศิลป์งดงามล้วนความหมาย
เล่าขยายอรรถรสบทสนาน
ภาษาไทยเรานี้มีตำนาน
เอกราช...เล่าขานความเป็นมา

อู้คำเมืองเลื่องชื่อจนลือลั่น
เว่าสำเนียงสนั่นด้านภาษา
แหลงทองแดงให้เทือนยามเพื่อนมา
ทั้งหมดล้วนบอกว่า...เราคนไทย

สำเนียงใต้ภาษาถิ่นแผ่นดินเกิด
ชาติกำเนิดมิหยามหมิ่น...ดินแดนใต้
อย่าอายที่จะแหลงจนแจ้งใจ
อย่าบัดสีสืบสานไว้...ให้ยาวนาน...อัง 7-2-56

ภาษาถิ่น หรือ สำเนียง คือ ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัวทั้งถ้อยคำและสำเนียงเป็นต้นเช่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีภาษาถิ่นประจำภาคนั้น ดังนี้ ภาคเหนือมีภาษาถิ่นพายัพเช่น ปิ๊กบ้าน ภาคอีสานมีภาษาถิ่นอีสานเช่น เมื่อบ้าน ภาคใต้มีภาษาถิ่นใต้เช่น หลบเริน และภาคกลางมีภาษาไทยกลางเช่น กลับบ้าน เป็นต้น ทั้งนี้ ทุกภาษาถิ่นในประเทศไทยคงใช้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ ถ้อยคำ และสำเนียง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของภาษาถิ่นนั้น
หากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก ซึ่งภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง มากกว่า
การกำหนดภาษาหลักหรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาวถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา

แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก

ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสังคมหนึ่งๆ
ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
ภาษาเฉพาะวงการ
ภาษาสแลง
หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น
หรือถูกดัดแปลงในทุกกรณี
ภาษาถิ่นใต้ ได้แก่ ภาษาถิ่นที่ใช้สื่อสารอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปถึงชายแดนประเทศมาเลเซีย รวม 14 จังหวัด เช่น ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช เป็นต้น และบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาษาถิ่นใต้ ยังมีภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เป็นภาษาถิ่นใต้ ภาคตะวันออก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ใน จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ตรัง สตูล ภาษาถิ่นใต้ตะวันตก เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดกระบี่ พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานีและชุมพร และภาษาถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห เช่น ภาษาถิ่นที่ใช้ในจังหวัดนราธิวาส และ ปัตตานี ในแต่ละภาคก็จะมีภาษาถิ่นใต้ เป็นภาษาถิ่นย่อยลงไปอีก เช่น ภาษาถิ่นระนอง ภาษาถิ่นภูเก็ต ภาษาถิ่นพัทลุง ภาษาถิ่นสงขลา เป็นต้น ภาษาถิ่นย่อยเหล่านี้อาจจะมีเสียง และคำที่เรียกสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป 

ข้อมูลเพิ่มเติม 1
ข้อมูลเพิ่มเติม 2

ภาพประกอบ:จากอินเตอร์เน็ต

เล่าเรื่องเมืองคอน 58

posted on 04 Feb 2013 10:13 by kondt1 in Nakhon
...หนังสือบุด...

นึกถึงภูมิปัญญายากหาอ่าน
"ตำราบุด"เนิ่นและนานได้ยินชื่อ
ไสยเวทย์บุดดำเสียงร่ำลือ
บุดขาวคือวิชาหมอ พอเข้าใจ

ต้องใช้คนลายมืองามยามเขียนขีด
ต้องประณีตอักษรานำมาใช้
หากลิขิตผิดสาส์นประการใด
ทำวงกลมล้อมไว้เรียก...พลีกรรม...

กระดาษข่อย กระดาษสานำมาใหม่
"พระธรรมผิด"แก้ไม่ได้ขอกล่าวย้ำ
เขียนใต้เส้นบรรทัดชัดเจนทำ
เพราะเชื่อคำครูสอนแต่ก่อนมา..../อัง 4-5-56


สมุดไทย คือ สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยกระดาษข่อยแผ่นยาวๆ หน้าแคบ พับทางขวางทบกลับไปกลับมาคล้ายผ้าจีบ มีทั้งชนิดกระดาษขาวและกระดาษดำ โดยมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น สมุดข่อย สมุดไทย สมุดไทยดำ สำหรับในภาคใต้เรียกว่าสมุดไทยว่า หนังสือบุดคำว่า บุด ในภาษาถิ่นใต้ อาจมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า ปุสตก และภาษาบาลีว่า โปตถก ซึ่งหมายถึง คัมภีร์ใบลาน ผ้าเปลือกไม้ รูปปั้น ในภาษาชวา - มลายู มีคำที่เกี่บวข้องกับหนังสือบุด คือคำว่า Pustaka ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง หนังสือทุกประเภท คำว่า Perpuswakaan หมายถึง ห้องสมุด คำว่า Pustakawan หมายถึง บรรณารักษ์ และมีคำภาษาสันสกฤตอีกคำหนึ่งว่าปุฎ หมายถึง การพับ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับหนังสือบุดคือเป็นหนังสือพับเช่นเดียวกัน ( ในภาษาถิ่นใต้จะออกเสียงคำว่า สมุด เป็น มุด จึงอาจกลายเป็น บุด ในเวลาต่อมา)
หนังสือบุด แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ บุดดำ และบุดขาวบุดดำ จะเป็นวิชามาร เช่น ไสยเวทย์ มนต์ดำ ฯลฯบุดขาว จะเป็นวิชาเทพ เช่น ตำรายา การแพทย์โบราณ ฯลฯ
สมุดไทย หรือ หนังสือบุด ของภาคใต้โดยทั่วไปมีหลายขนาด แต่ละขนาดจะสัมพันธ์กับเนื้อหาที่เขียน เช่น ถ้าใช้บันทึกวรรณกรรมประเภทศาสนาจะเป็นหนังสือพระมาลัย โดยจะบันทึกอักษรขอมบาลีหรือขอมไทย มีความกว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร สำหรับนิทานชาดก นิทานประโลมโลก ตำนาน พงศาวดาร หรือตำราดูลักษณะเรือ จะเป็นหนังสือบุดขนาดกลาง กว้างประมาณ 10-13 เซนติเมตร ยาวประมาณ 34-40 เซนติเมตร และเรื่องตำรายาหรือคาถาอาคมจะนิยมบันทึกลงหนังสือบุดขนาดเล็ก เป็นต้น
ในการเขียนผู้เขียนต้องเป็นผู้มีฝีมือประณีต ใจเย็น ต้องเขียนไม่ให้ผิดพลาด หากเขียนผิด ห้ามขูดลบขีดฆ่า แต่ต้องทำวงกลมรอบตัวที่ผิดไว้ จุดที่เขียนผิดนี้เรียกว่า พระธรรมผิด ใครพบเห็นอาจสักการะบูชาพลีขอชิ้นส่วนมาทำเป็นเครื่องรางของขลังด้วยเหตุนี้เราจะพบว่า ที่หนังสือบุดบางเล่มขาดเป็นรูกลมอยู่บ้าง ก็เนื่องมาจากพลีนั่นเอง
 
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต...

เล่าเรื่องเมืองคอน 57

posted on 03 Feb 2013 21:17 by kondt1 in Nakhon
...บ้านท่านขุน...

บ้านไม้ทรงปั้นหยาหลังคาหรู
บอกให้รู้อีกเรื่องเมืองคอนศรี
อายุเรือนหลังเก่าร้อยเก้าปี(109)
นามท่านนี้ฟังให้ชัด"ขุนรัฐวุฒิจารณ์"

เป็นเสานาบดีมียศศักดิ์
ชื่อประจักษ์ความดีเด่นเป็นหลักฐาน
ศักดินาแปดร้อยไร่ในบุราณ
เป็นตำนานอำเภอกลาย...ได้รู้มา.../อัง 3-2-56

บ้านไม้ทรงปั้นหยา ยกพื้นมีใต้ถุนสูง มีอายุมากกว่า 108 ปี ติดถนนราชดำเนิน เยื้องวัดพระธาตุ นครศรีธรรมราช ใกล้สี่แยกประตูชัย สร้างขึ้นเมื่อครั้ง นายเขียน มาลยานนท์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้เป็น “ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์” นายอำเภอเมืองกลาย ถือศักดินา 800 ไร่ บ้านท่านขุนฯ เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 น.
เป็นอีกเรื่องเล่า...ตำนานดีๆ สถานที่มีอยู่จริง...บ้านท่านขุน...แวะไปดูความงดงามของบ้านสมัยโบราณด้วยกันนะคะ...
 
**ภาพประกอบ ใช้เพื่อการเผยแพร่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพเรียบร้อยแล้ว...ขอบพระคุณเจ้าของภาพไว้ ณ ที่นี้ด้วย...

เล่าเรื่องเมืองคอน 56

posted on 21 May 2012 18:18 by kondt1 in Nakhon

"หนมโค"

เปิดตำรา อีกหน ค้นบันทึก
ตำนานดึกดำบรรพ์ สรรมาเล่า
เป็นเรื่องราว กล่าวขาน มานานเนา
ขนมโค บ้านเรา...มีที่มา

เป็นขนม มงคล เหตุค้นเรื่อง
สมัยเมือง เปิดโครงข่าย การขายค้า
ใช้บนบาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตบูชา
หมายพึ่งพา อำนาจดล มงคลชัย

ตามขนบ ชนฮินดู บูชา"พระพิฆเณศ"
สู่ขอบเขต คาบสมุทร พิสุทธิ์ใส
สร้างศรัทธา สิ่งหวัง ที่ตั้งใจ
ยอกรไหว้ สอนนอบน้อม เรื่องถ่อมตน

วิธีทำ "หนมโค"...โชว์สักนิด
หมายประดิษฐ์ ด้วยรักษ์ ดูสักหน
แป้งข้าวเหนียว น้ำปูนใส ใส่ลงปน
แล้วนวดคน แป้งเหนียว เนื้อเดียวกัน

น้ำผึ้งแว่น(น้ำตาลแว่น) หั่นลูกเต๋า เอาทำไส้
พร้าวทึนทึก ขูดใส่ ในถาดนั่น
แล้วต้มน้ำ ตั้งไฟ ให้เดือดพลัน
หยิบแป้งปั้น ห่อน้ำผึ้ง คลึงให้กลม

พอน้ำเดือด แป้งที่คลึง จึงลงใส่
ลอยตัว...ใช้ กระชอนตัก พักขนม
แล้วลงคลุก มะพร้าว เคล้าให้ชม
ชนนิยม เรียกว่า..."ขนมโค"............อัง 17-5-55


ขนมโค ขนมพื้นบ้านชาวปักษ์ใต้ คล้ายขนมต้มขาวของคนภาคกลาง เชื่อว่าเป็นขนมโบราณที่ยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ขนมโคยังมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาตร์กับพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน จากความเชื่อของคนพื้นถิ่นที่ว่า ขนมโค เป็นขนมมงคล ใช้บนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือทั้งผี-พราหมณ์-พุทธ เช่น หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พระพิฆเณศ เป็นต้น

และคงไม่แปลกอะไร ที่ชาวบ้านจึงได้นำวัสดุท้องถิ่นมาทำเป็นขนมเพื่อบูชา แทนการใช้ขนมลาดูที่ชาวอินเดียบูชาองค์พิฆเณศ ซึ่งทางปักษ์ใต้เอง ก็มีขนมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ขนมดู ทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล มะพร้าว เช่นเดียวกับขนมลาดู

แต่ขนมดูนั้นยังไม่อยู่ในความรับรู้ว่า สามารถนำมาใช้บูชา บนบานองค์พิฆเณศได้หรือไม่ หรืออาจไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่อร่อยเหมือนกับขนมโค ซึ่งได้รับความนิยมสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันมากกว่า ทำให้ความรับรู้นั้นคลี่คลาย และลืมเลือนไป

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ทางประวัติศาตร์ของขนมโคกับพื้นถิ่นใต้นั้นน่าจะสืบเนื่องมาจาก บริเวณคาบสมุทรภาคใต้ ในอดีตเป็นสะพานเชื่อมโยงการค้าระหว่างโลกตะวันออก(จีนเป็นหลัก)-ตะวันตก(อินเดีย อาหรับ โรมัน)

เกิดเป็นชุมชนสถานีการค้าเมืองท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน บรรดาพ่อค้าจากอินเดียและจีนเดินเรือเลียบชายฝั่งมาแลกเปลี่ยนสิ่งของ ตั้งถิ่นฐาน เช่นเมืองตะโกลา (Takola) หรือตะกั่วป่า เมืองไชยา แหลมโพธิ์ สุราษฎร์ธานี ตามพรลิงค์ นครศรีธรรมราช ซิงก่อร่า สงขลา(บริเวณคาบสมุทรสทิ้งพระ)

ในการเข้ามาของพ่อค้านัก บวช(พราหมณ์-พุทธ)จากอินเดียนั้น ได้นำลัทธิ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ เข้ามาเผยแพร่ เกิดการผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่น(ผี) ความเชื่อเหล่านี้ได้ฝังหยั่งรากลึกลง